พระแก้วมรกต ประวัติพระแก้วมรกต ลาว เปิดตำนาน กับ เรื่องราวที่คุณอาจไม่รู้

พระแก้วมรกต พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นพุทธสถานสำหรับประดิษฐาน พระแก้วมรกต โดยเฉพาะ ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ มีความสำคัญต่อการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ในชื่อของกรุงเทพฯ ยังมีการกล่าวถึงคำว่า “รัตน” ที่แปลว่าแก้วอีกด้วย พญานาค

พระแก้วมรกต

1.องค์พระไม่ได้ทำจากมรกตเหมือนชื่อที่ถูกเรียก

แม้จะถูกเรียกว่า แก้วมรกต แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื้อองค์พระสีเขียวนี้คือก้อนหยก Nephrite เป็นหนึ่งในสกุลหยกอ่อน ซึ่งถูกแกะสลักให้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ในศิลปะก่อนยุคเชียงแสน โดยรวมของพระพุทธสรีระขององค์พระ นับว่าเป็นพระพุทธรูป ที่มีความสวยงามสมส่วน เป็นฝีมือการแกะสลักชั้นสูง ควรค่าแก่การเป็นพระพุทธรูป อันสำคัญของแผ่นดินไทย

2.พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร กับ ตำนานที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

สำหรับการค้นพบองค์พระ ที่มีเอกสารหลักฐานอ้างอิงระบุว่า ครั้งแรกพบที่เจดีย์โบราณ ในวัดพระแก้วหรือวัดป่าญะ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งค้นพบด้วยความบังเอิญ เนื่องจากมีฟ้าผ่าอย่างรุนแรง ลงที่องค์พระเจดีย์โบราณในช่วง ปีพุทธศักราช 1977 ทำให้เกิดการแตกร้าว จนเนื้อปูนภายในกะเทาะ โครงสร้างของเจดีย์ ได้แยกออกและพังถล่มลงมาบางส่วน ทำให้พบเห็นพระพุทธรูป ที่ถูกปูนปั้นห่อหุ้มหลงรักปิดทอง ไว้ภายใน

พระเจดีย์ จึงได้มีการอัญเชิญเอาพระพุทธรูปองค์นี้ ไปประดิษฐานในวิหารปะปน กับ พระพุทธรูปองค์อื่น ซึ่งกาลต่อมาปูนปั้นลงรักปิดทองที่ห่อหุ้มองค์พระ ได้แตกกะเทาะที่บริเวณพระนาสิก  เผยให้เห็นเนื้อหยกสีเขียว จึงได้ทำการกะเทาะ ปูนปั้นที่ปกคลุมออก จึงพบว่าองค์พระมีสีเขียวเข้มทั้งองค์ เป็นที่เลื่องลือในความงาม แห่งพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้

3.เคยถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เชียงใหม่ แต่ช้างทรงกลับเดินตรงไปลำปาง

เมื่อความทราบถึง พระกรรณของพระเจ้าสาม ฝั่งแกนเจ้าผู้ครองนครล้านนา อันมีราชธานีอยู่ที่เชียงใหม่ จึงได้จัดขบวนช้างส่งเดินทางไป อัญเชิญจากจังหวัดเชียงราย เพื่อลงมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ แต่เมื่ออัญเชิญ องค์พระขึ้นหลังช้างแล้วปรากฏว่า ช้างทรงนั้นกลับเดินทาง บ่ายหน้า

ไปยังเมืองลำปาง เนื่องด้วยเมืองลำปาง ก็ถือเป็นเมืองสำคัญ ในอาณาจักรล้านนาเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทางราชสำนักเชียงใหม่ จึงอนุญาตให้นำประดิษฐานไว้ ณ เมืองลำปาง ที่วัดแก้วดอนเต้า เมื่อกาลเวลาผ่านไป ได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ ในสมัยของพระเจ้าติโลกราช

4.ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เวียงจันทน์

แต่ในระยะเวลาที่ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่นั้น ได้เกิดเหตุฟ้าผ่าลงที่ ปราสาทอันประดิษฐานนั้นหลายครั้ง ต่อมาเมื่อครั้งที่ พระไชยเชษฐากษัตริย์แห่งล้านช้างหลวงพระบาง ซึ่งเป็นอาณาจักรเกี่ยวดองกับล้านนาได้อัญเชิญเอา พระแก้วมรกต ฤดูร้อน และพระพุทธสิหิงค์กลับไปด้วย

ต่อมาชาวเชียงใหม่ ได้ทูลขอพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์นี้กลับคืน แต่ได้คืนมาเพียงพระพุทธสิหิงค์เท่านั้น ส่วนอีกองค์ถูกอัญเชิญให้ประดิษฐาน ที่อาณาจักรล้านช้าง แม้ว่าต่อมาจะมีการย้ายเมืองหลวง ไปที่เมืองเวียงจันทน์องค์พระนี้ ก็ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ยังนครหลวงเวียงจันทน์ด้วย

5.อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพระแก้ว

ครั้งถึงรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้สถาปนากรุงธนบุรีขึ้น ได้ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะอัญเชิญ มาประดิษฐาน ณ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งในการอัญเชิญมาครั้งนั้น ได้มีการอัญเชิญพระบางซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืน ประจำหลวงพระบางลงมาด้วย เมื่อถึงรัชสมัยของ

พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี จึงมีการอัญเชิญ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้วมาจนถึงปัจจุบันนี้

6.ตำนานพระแก้วที่ไม่มีในบันทึก เรื่องเล่าขานก่อนที่จะถูกค้นพบในพระเจดีย์โบราณ

มีการกล่าวว่าพระแก้ว ถูกสร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 500 ในกรุงปัฏนา ซึ่งเป็นเมืองหลวง ในรัชสมัยของพระเจ้ามิลินท์ เมนันเดอร์ โดยการสร้างนี้ เกี่ยวข้องกับพระนาคเสนพระมหาเถระ ผู้เป็นนักปราชญ์อันเป็นที่มาของมิลินทปัญหา ในด้านที่มาของก้อนหยก ที่นำมาสร้างองค์พระเชื่อว่า สมเด็จพระอมรินทราธิราช(พระอินทร์) และ พระวิสสุกรรมได้นำแก้ววิเศษมาจากเมืองทิพย์ มาแกะสลักให้เป็นพระพุทธรูป เพื่อถวายพระนาคเสน โดยพระพุทธรูป

นี้ มีพระนามแรกเริ่มว่า “พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” ซึ่งพระนาคเสนได้ทำการบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุจำนวน 7 องค์ ลงในส่วนต่าง ๆ ของพระพุทธรูปองค์นี้ และ ได้ทำนายว่าจะเป็นพระพุทธรูป ที่เสด็จเดินทางโปรดสัตว์ มายังประเทศทั้ง 5 ซึ่งมีสุวรรณภูมิเป็นประเทศสุดท้าย ในตำนานต่อจากนี้ ก็จะเป็นการกล่าวถึง การเดินทางของพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต มายังสถานที่ต่าง ๆ จนมาจบลงที่พระเจดีย์โบราณ ในเมืองเชียงราย แล้วต่อด้วยประวัติตามที่มีในจารึก

พระแก้วมรกต

พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

เนื่องจากพระแก้ว มีสถานะเป็นพระพุทธรูปหลวง หรือ พระพุทธรูปหลวงคู่ราชธานี พิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจึงเป็นพิธีกรรมของราชวงศ์ หรือ ความมั่นคงของพระราชอาณาจักรไทย จะไม่มีพิธีกรรม หรือ ศาสนกิจของภาคประชาชน เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึง อาจเรียกได้ว่าพิธีกรรม ที่เกี่ยวข้องกับนั้น เป็นพระราชพิธี  โดยพระราชพิธีที่ประชาชนส่วนใหญ่ รับทราบและให้ความสนใจคือ “พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรง” ซึ่งมีลักษณะ

เครื่องส่ง 3 ชุด ตามฤดูกาลทั้ง 3 ของประเทศไทย โดยเครื่องเครื่องทรงชุดแรก ถูกจัดถวายโดย พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เครื่องทรงแบบดั้งเดิมของพระแก้ว ได้ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ยากแก่การซ่อมแซม เมื่อถึงวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 50 ปี กรมธนารักษ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลเครื่องทรง ได้ทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ดำเนินการจัดสร้างเครื่องทรง 3 ฤดูขึ้น

พระแก้วมรกต

พระแก้วมรกต ในห้วงระยะเวลาการเปลี่ยนเครื่องทรง จะแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้

1.เปลี่ยนเป็นเครื่องทรงฤดูร้อน ในช่วงแรม 1 ค่ำ เดือน 4

2.เปลี่ยนเป็นเครื่องทรงฤดูฝน ในช่วง แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งจะเลื่อนเป็นเดือนแปด หลังในกรณีที่เป็นปีอธิกมาส การเปลี่ยนเครื่องทรงในฤดูนี้ จะตรงกับวันเข้าพรรษาของทุกปี

3.เปลี่ยนเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12

การเปลี่ยนเครื่องทรงนี้ เป็นโบราณราชประเพณีที่จะประกอบพระราชพิธี โดยพระมหากษัตริย์ หรือ มกุฎราชกุมารผู้แทนพระองค์เท่านั้น นอกจากพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงแล้ว ยังมีพระราชพิธีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวง เป็นต้น พระแก้วมรกต บูชา

พระแก้วมรกต บทสวดเพื่อสักการะขอพรพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

“นะโมตัสสภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” (3 รอบ)
…พุทธมหามณีรตนปฏิมากรัง ปูเชมิ ทุติยัมปิ พุทธมหามณีรตนปฏิมากรัง ปูเชมิ ตติยัมปิ พุทธมหามณีรตนปฏิมากรัง ปูเชมิ เอเตนะ สัจจวัชเชนะ มหาเตโช เจวะ มหาปัญโญ จะ มหาโภโค จะ มหายโส จะ ภวันตุ เม นิพพานัสสะ ปัจจโย โหตุ…

อานิสงส์ของการสวดบูชา พระแก้วมรกต ของใคร ซึ่งถือเป็น พระพุทธรูปองค์สำคัญ ของประเทศไทย จะเป็นการสร้างสิริมงคล ให้ความร่มเย็นเป็นสุข แก่ผู้ที่สวดบูชา ด้วยพุทธคุณอันศักดิ์สิทธิ์ ขององค์พระจะช่วยดลบันดาล ปัดเป่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหตุร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ไปได้ ทั้งนี้องค์พระ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากสินแร่มีค่า การสวดมนต์บูชา จึงเปรียบเสมือนการเอ่ยถึง

มงคลนามอันแสดงถึง แก้วแหวนเงินทอง โชคลาภนานัปการ ให้เกิดขึ้นกับชีวิต แต่ในด้านของอานิสงส์ ที่ถือเป็นปรมัตถะ ของการสวดบูชา คือ การน้อมจิตน้อมใจของตน ให้อยู่ในความสงบระลึกถึง พุทธคุณอันประเสริฐ สำรวมตนให้เป็น ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานในธรรม ซึ่งเมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ก็ย่อมหวังผลได้ถึงนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งพระพุทธศาสนานั่นเอง LINE @VIP123s